Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts

รู้หรือไม่ “เมล็ดลำไย” แก้หัวเข่าอักเสบ ได้!!!!







 “เมล็ดลำไย” แบบสดจำนวน 20 เมล็ด ทุบให้พอแตก แช่กับเหล้าขาว 40 ดีกรี จำนวน 1 ขวด แช่ไว้ 7 วัน เมื่อครบกำหนดเอาเฉพาะน้ำที่แช่ทาบริเวณหัวเข่าที่อักเสบทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง ตอนไหนก็ได้ จะทำให้อาการ หัวเข่าอักเสบดีขึ้นและหายได้ คนที่มีอาการหัวเข่าอักเสบเรื้อรังใช้ได้ผลดีมาก





เม็ดลำใย1

เม็ดลำใย





***แพทย์แผนไทย รู้จักนำเอาเมล็ดของลำไยไปใช้ ประโยชน์เป็นสมุนไพรมานานแล้ว ซึ่งในยุคสมัยนั้น จะมีขั้นตอนในการทำไม่ยุ่งยากนัก หากใครมีปัญหาเกี่ยวกับหัวเข่าอักเสบจะเนื่องมาจากสาเหตุอะไรก็ตาม แต่ไม่ใช่หัวเข่าเสื่อม เช่น เดินมากเกินไป หรือหัวเข่าไปกระแทกกับของแข็งทำให้อักเสบปวดเข่าเดินลำบาก จะทำให้อาการ หัวเข่าอักเสบดีขึ้นและหายได้ คนที่มีอาการหัวเข่าอักเสบเรื้อรังใช้ได้ผลดีมาก




ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : thairath.co.th

กรดไหลย้อน ..รักษาได้ด้วย ผักชีลาว!!







 ภาวะที่กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารไปยังหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยวใครที่เป็นโรคนี้อยู่จะรับรู้ได้ว่าทรมานมาก ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การปรับพฤติกรรมการอยู่และการกินเท่านั้นที่จะช่วยลดอาการได้ Kaijeaw.com ขอเสนอ "ผักชีลาว" ผักชนิดนี้ช่วยคุณได้ค่ะ

ผักชีลาว

1. กระตุ้นการทำงานของกระเพาะ
    ทำให้อาหารที่รับประทานเข้าไปย่อยได้ดีขึ้น และไม่เกิดปัญหาน้ำย่อยหลั่งออกมามากเกินไป จนทำให้ไหลย้อนขึ้นไปเกิดการแสบร้อนที่กลางอก

ผักชีลาว1





2. กระตุ้นอวัยวะขับถ่ายของเสีย
    มีไฟเบอร์สูงช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบลำไส้ การทำงานของม้าม และตับดีขึ้น จึงช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียในร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ปล่อยให้คั่งค้างในกระเพาะเกิดกรดเกิน เกิดก๊าสได้

ผักชีลาว2

3. ลดคอเลสเตอรอล
    ลดคอเลสเตอรอลที่เป็นสาเหตุหนึ่งของกรดไหลย้อนได้ การศึกษาในสถาบันวิจัยเคมีชีวภาพและชีวกายภาพของอิหร่าน สรุปได้ว่าการรับประทานผักชีลาว สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไขมันชนิดที่ไม่ดีต่อร่างกายได้ อันเป็นผลดีต่อสุขภาพหัวใจอีกด้วย

ผักชีลาว3

4. หยุดยั้งการเติบโตของเชื้อโรค
    ผลการศึกษาในปี 2006 ซึ่งถูกตีพิมพ์ใน Journal of Food Science แสดงให้เห็นว่า น้ำมันหอมระเหยในผักชีลาวมีประสิทธิภาพต่อต้านเชื้อแบคทีเรียต่างๆ เช่น ยับยั้งการเติบโตของเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรียอันตรายต่างๆ อาทิ เชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) อันเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษอีกด้วย





ผักชีลาว

5. ป้องกันอนุมูลอิสระ
    ป้องกันสารอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์ในร่างกาย ส่งผลกระทบต่อผิวพรรณให้แก่ก่อนวัย และเป็นสาเหตุโรคมะเร็ง และยังมีส่วนช่วยให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้สมบูรณ์

ผักชีลาว5

6. นอนหลับสนิท
    สารฟลาโวนอยด์และวิตามินบีในผักชีลาวจะช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์และฮอร์โมนบางชนิดส่งผลให้เกิดภาวะสงบและนอนหลับได้อย่างดี

ผักชีลาว6

7. ช่วยกระดูกและฟันแข็งแรง
    แคลเซียมสูงในผักชีลาว ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

ผักชีลาว7

8. รักษาไข้หวัด
     ลดอาการไข้หวัด คัดจมูก และไอ และมีการนำเอาผักชีลาวไปเป็นส่วนผสมหนึ่งของอาหารเสริมที่ช่วยบรรเทาอาการหวัดอีกด้วย





     ผักชีลาวกินได้ทั้งแบบสดๆ จิ้มน้ำพริก และปรุงให้สุกนำไปผัดไข่ และใส่ในแกงอ่อมหรือหมกปลา เลือกทานผักชีลาวบ่อยๆ ช่วยรักษาและลดอาการของกรดไหลย้อนได้และยังช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย

source: Kaijeaw.com

9 ประโยชน์ความงามจากน้ำแข็ง ที่สาวๆรู้แล้วจะต้องทึ่ง!


9 ประโยชน์ความงามจากน้ำแข็ง ที่สาวๆรู้แล้วจะต้องทึ่ง!





น้ำแข็งธรรมด๊า ธรรมดา นอกจากจะเอาไว้ใส่น้ำดื่ม ดื่มเย็นๆ ชื่นๆใจเนี่ยแหละค่ะ เอามาทำสวยได้น้าาา ประโยชน์ของน้ำแข็งไม่ได้มีแค่เอาไว้ทานเย็นๆ อย่างเดียว แต่ยังเอาช่วยเรื่องความสวยความงามได้ด้วย แต่จะช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgla094Kge4bzXleDS2CIkxBoFJkrQtho7sAYmPt6bzK81aGNOhrDThPjSimlUYlrip71oOsyKUlwFek_MWvt8pu4XhBe-tKGvomoFzErNHrQA86ysS8m4DUHJSF0kYQfhpmidZavi7Aik/s400/

1. คืนความสดชื่น แก่ดวงตา สาวๆที่นั่งจอหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน จะต้องเคยรู้สึกว่า ปวดตา ล้าตาจังเลย … แถมยังมีรอยคล้ำเล็กๆ เกิดรอบดวงตาพ่วงมาด้วยอีก ถ้าอยากให้ดวงตากลับมาสดใสเหมือนเดิม แล้วยังคลายความอ่อนล้าให้ดวงตาด้วย เอาน้ำแข็งก้อนเล็ก วางไว้บริเวณดวงตา ที่สาวๆรู้สึกล้า แค่นี้สาวๆก็จะรู้สึกผ่อนคลายแล้วค่า

2. เมคอัพติดทน อ่ะๆ ช่วยให้เมคอัพติดทนได้จริงน้า แค่เอาน้ำแข็งสะอาด ก้อนเล็ก มาลูบให้ทั่วหน้าก่อน ความเย็นจากน้ำแข็งจะช่วยให้รูขุมขนกระชับ จากนั้นก็แต่งหน้า จะทำให้เครื่องสำอางติดแน่น ทนนานเลยแหละ
3. คืนความชุ่มชื้น ถ้าเมื่อนไหร่ที่สาวๆรู้สึกหน้าแห้งจัง รู้สึกร้อนและแห้งมากเลย ใช้น้ำแข็งแช่กับน้ำสักเล็กน้อย แล้วใช้ล้างหน้านะคะ รู้ขุมขนจะเปิดรับความเย็นแล้วดูดซึมเอาน้ำเข้าไปในผิว ก่อนที่จะกระชับตัว กักเก็บน้ำไว้ในผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นค่ะ





4. ลดความมันบนใบหน้า หากสาวๆคนไหน มีรูขุมขนกว้าง หน้ามันเยิ้ม ลองวิธีนี้เลยค่ะ ใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ 2ผืนนะคะ ห่อน้ำแข็งไว้ทั้ง 2ผืน จากนั้นก็ค่อยถูกผ้าขนหนูไปทั่วๆหน้า ค่อยๆนวดไป ความเย็นจากน้ำแข็ง จะกระชับรูขุมขน และผ้าขนหนูจะเช็ดเอาความสกปรกบนผิวหน้าออก ทำจนน้ำแข็งละลายหมด ก็เป็นอันเสร็จค่ะ

5. แก้อาการระคายเคืองจากแสงแดด ในช่วงอากาศร้อน หลายคนคงเคยเจออาการแสบร้อนจากแสงแดด โดยเแพาะใครที่ชอบออกกำลังกายกลางแจ้งนะคะ หรือก็ชอบไปเที่ยวทะเล แสงแดดจะทำให้ผิวรู้สึกแสบร้อน เกิดเป็นรอยแดง เราสามารถเบาเทาอาการเหล่านั้น ได้โดยการ เอาผ้าห่อน้ำแข็งไว้ แล้วลูบตรงผิวที่เป็นปัญหา แค่นี้ก็ช่วยได้แล้วค่ะ

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiIaRRL6LlJpf2M2DysG9h2dO6xIkvGAABQOxEjgwtxi7FBNzJBeYejj86aPlGSEtXK2BlMgCiyz62wkYN345bcZ5YnI0_jzKjmebeRsLOHqzD3Fs4HCBa7pU-ArGBF_A2wOkf3k62kVoM/s400/





6. ลดการอักเสบของสิว งานสิวก็มาาาา โดยเฉพาะสิวอักเสบ บวมแดง แล้วถ้าสาวๆคนไหนที่แพ้ครีมจนเกิดสิวแพ้ขึ้นเป็นแถบ แนะนำให้เอาน้ำแข็งประคบตรงที่เป็นปัญหาเลยค่ะ ความเย็นจากน้ำแข็งจะช่วยลดการอักเสบ อาการบวมจะลดลง มันดีจริงๆน้า

7. หน้าใสง่ายๆ ด้วยน้ำแข็ง วิธีนี้ง่ายๆมากเลย ^0^ ถ้าสาวๆอยากให้หน้ากระจ่างแบบด่วนจี๋ เอาน้ำแข็งแช่ลงในน้ำเปล่าสะอาดนะคะ แล้วล้างหน้าด้วยน้ำเย็น แก้มของสาวๆ ก็จะดูใสระเรื่อ ดูเป็นสาวหน้าใสแบบธรรมชาติขึ้นมาทันทีเลยค่ะ

8. ป้องกันริ้วรอย เพราะความเย็นจากน้ำแข็ง จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต (นี่คือเฉลยว่าทำไม น้ำแข็งถึงได้ทำให้หน้าใสได้ 555+) แล้วเมื่อการไหลเวียนของโลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น นั้นหมายถึงสารอาหารต่างๆ ที่มากับเซลล์เลือด จะถูกมาส่งมาเลี้ยงผิวหน้าเราได้ดีขึ้นด้วยค่ะ แล้วยังกระตุ้นการเกิดคอลลาเจน รูขุมขนกระชับ สารอาหารดี รูขุมขนกระชับ สุขภาพผิวดี แค่นี้ ริ้วรอยก็จะไม่มาก่อนวัยอันควรแล้วค่า อ่อ อย่าเครียดกันด้วยนะคะสาวๆ

9. แก้ผดผื่น ถ้าเกิดผดผื่น หรือเกิดอาการแพ้ ให้เกิดเป็นเม็ดตุ่ม แดง เห่อร้อน ใช้น้ำแข็งห่อผ้าขนหนู แล้วประคบตรงผิวที่เกิดผดผื่นเลยค่ะ ความเย็นจากน้ำแข็ง จะช่วยให้ผดผื่นลดลง แก้อาการคันได้ ไม่ต้องเกาให้เป็นแผลเป็นด้วยน้า

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjPTxxLl-41oyNE3y7XQp8QsoqV5wkcJLZScibtpiBwdLwZucTbx1OrWMBB3WFBjW0k9J7eLd0L5SPmr0aIDsXArIBBc67xFSZKiirSik_spCf3ijMvzoVeUm4nzULH0jmCAtt71zXUUG0/s400/

น้ำแข็งธรรมดา แต่มีประโยชน์หลายอย่างแบบนี้ จดไว้เลยค่ะ เรื่องความสวยความงาม ที่มีประโยชน์แบบนี้ เราจะหามาให้สาวๆได้อ่านกันอีก ติดตามกันด้วยนะคะ ^0^ 





แหล่งที่มา... womansneed.com / ladyissue.com 

หญิงวัย 62 ปี รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยใบมะละกอสด







สตรีวัย 62 ปี ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ เนื่องจากสภาพหัวใจไม่เอื้ออำนวยคณะแพทย์จึงแนะนำให้ดื่มสารสกัดมะละกอชนิดเข้มข้น

ครั้นเวลาผ่านไป 5 - 6 วัน อาการปวดของเธอบรรเทาลง 3 เดือนต่อมา อาการท้องอืดและอาการอาเจียนของเธอก็หยุดลง และเมื่อดื่มครบ 1 ปี เนื้องอกก็แทบไม่เหลือร่องรอยให้ตรวจพบอีกเลย





สำหรับการทำใบมะละกอสกัด ก็ไม่ยุ่งยากเพียงคัดใบมะละกอที่มีขนาดปานกลางไม่อ่อนและแก่เกินไปประมาณ 7 ใบนำมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปตากแห้งพอหมาดๆแล้วนำมาหั่น เป็นฝอยๆ

จากนั้นนำไปวางในกระทะแล้วเติมน้ำลงไปประมาณ 2 ลิตร ต้มให้เดือดโดยตั้งไฟอ่อนๆ ไม่ต้องปิดฝาต้มจนน้ำในกระทะเหลือเพียงครึ่งเดียว





แล้วนำมากรองเอาน้ำใส่ขวดปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 3-4 วัน หากสีเริ่มขุ่นข้นแสดงว่าใช้ไม่ได้แล้ว ปริมาณการใช้ 3 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง จะดื่มโดยลำพัง หรือผสมน้ำผลไม้ก็ได้
บทความจาก...... นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี / แพทย์แผนไทย




 http://bedtaledidea.blogspot.kr

สุดเจ๋ง!! รักษาตาปลาให้หายด้วย 6 สิ่งนี้







สำหรับคนสมัยก่อนนิยมที่จะเปลือยเท้าเปล่าเดินบนดินหรือบนหญ้า เพื่อจะได้สัมผัสกับธรรมชาติโดยแท้จริง เพราะถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ร่างกายมีสุขภาพดียิ่งขึ้น และช่วยกระตุ้นให้เกิดความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ แม้หนุ่มๆ สาวๆ ยุคนี้จะไม่นิยมเดินเท้าเปล่า แต่ใช่ว่าเท้าเราจะไม่ต้องการถนอมรักษา สำหรับคนที่มีปัญหาเป็น “ตาปลา” ที่เท้านั้น เรามีตำรับอายุรเวทรักษาตาปลามาแนะนำกันค่ะ

ตาปลา2





 กระเทียมสด ให้ฝานกระเทียมสดเป็นชิ้นหนาๆ แล้วนำมาถูบริเวณที่เป็น และแปะส่วนที่เหลือตรงตาปลา พันผ้าพันแผลทับ แล้วปล่อยไว้ข้ามคืน จึงค่อยแกะทิ้ง ทำซ้ำทุกคืน นานประมาณ 1-2 สัปดาห์ น้ำกระเทียมสดจะช่วยรักษาอาการที่เป็นอยู่ให้หายเร็วขึ้น หรือลองฝานมะนาวสดหรือสับปะรดหั่นเป็นชิ้นบางๆ มาแปะแทน ก็ช่วยรักษาอาการเหล่านี้ได้เช่นกันค่ะ

น้ำมันสน ให้นำผ้าสำลีเนื้อนุ่มหรือผ้าขาวบางชุบน้ำมันสนแล้วแปะไว้บริเวณที่เป็น ช่วงก่อนนอน ทิ้งไว้ข้ามคืน ทำประมาณ 4-5 คืนติดต่อกัน วิธีนี้สามารถรักษาตาปลาได้อย่างดี

น้ำมันสน2

  ใช้พลาสเตอร์ที่มีกรดซาลิไซลิก 40% ปิดส่วนที่เป็นตาปลาทิ้งไว้ 2-3 วัน จากนั้นค่อยแกะพลาสเตอร์ออก แล้วแช่เท้าในน้ำอุ่นเพื่อให้ผิวหนังตรงฝ่าเท้านิ่มลง จะช่วยทำให้ตาปลาหลุดลอกออกไปได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าตาปลาหลุดลอกออกไปยังไม่หมด ก็ให้แปะพลาสเตอร์ซ้ำ แล้วกลับมาแช่น้ำอุ่นอีกครั้ง

พลาสเตอร์ซาลิไซลิก





ใช้ยาแอสไพริน (แต่ไม่ได้ให้ทานนะ) โดยในแอสไพรินก็มีกรดซาลิไซลิกเช่นกัน ก็ช่วยกัดตาปลาได้ (แต่คุณต้องมั่นใจด้วยว่าตัวเองไม่แพ้ยาแอสไพริน) วิธีใช้ก็คือ นำแอสไพริน 5 เม็ดมาบดเป็นผง แล้วผสมกับน้ำมะนาว 12 ช้อนชา และน้ำเปล่าอีก 12 ช้อนชา จากนั้นนำมาป้ายตรงตาปลา แล้วใช้พลาสติกมาห่อไว้ ตบท้ายด้วยการพันผ้าขนหนูอุ่น ๆ ทับอีกชั้นหนึ่ง ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วถอดออก แล้วใช้หินมาขัดเบา ๆ จะช่วยให้ตาปลาลอกออกมา



          ผ่าตัดหรือใช้เลเซอร์จี้ตาปลาออก เป็นอีกวิธีที่สะดวกรวดเร็ว แต่ก็อาจทิ้งแผลเป็นไว้ และที่สำคัญคือค่ารักษาแพงกว่าวิธีอื่น ๆ แต่วิธีนี้จะเหมาะกับผู้ที่เป็นตาปลาเพราะเกิดจากความผิดปกติของกระดูกที่ทำให้กระดูกเสียดสีกัน

ยาพารา





 สูตรยารักษาตาปลา ซึ่งมีส่วนผสมดังนี้ น้ำมันมะพร้าว 1 ถ้วยตวง น้ำมันการบูร 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำมันสน 1 ช้อนโต๊ะ หากน้ำมันมะพร้าวเป็นไขให้นำมาอุ่นจนละลายก่อน แล้วจึงนำไปผสมกับน้ำมันอีก 2 ชนิดตามสูตร กวนให้เข้ากัน แล้วเทใส่ขวดแก้วเก็บไว้ ใช้ทาลงบนตาปลาวันละ 2 ครั้ง ทำเป็นประจำทุกวันเมื่อเริ่มเกิดอาการ เพียงเท่านี้คุณก็มีสุขภาพเท้าที่ดีได้ค่ะ

ตาปลา

ขอขอบคุณสำหรับเนื้อหาจาก : นิตยสารชีวจิต

รู้แล้วจะทึ่ง!! ประโยชน์ 9 ข้อของการนำ “น้ำแข็ง” มาวางไว้ที่ท้ายทอย…





นี่อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณนั้นยังไม่เคยได้รู้กันมาก่อน ความลับนี้จะช่วยทำให้คุณรู้สึกมีพละกำลังและทำให้คุณดูอ่อนกว่าวัย ทั้งหมดนี้ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้ก้อนน้ำแข็งเพีย งก้อนเดียว
ความรู้สึกที่อยู่ตรงท้ายทอยของคุณนั้น จะเชื่อมต่อกับส่วนของกะโหลกศีรษะและส่วนบนสุดของลำคอคุณ จุดนี้จะมีชื่อเรียกว่า ‘เฟิงฟู่’ (Feng Fu) เป็นจุดที่คุณจะต้องทำการวางก้อนน้ำแข็งลงไป
ถ้าคุณวางก้อนน้ำแข็งลงบนจุดนั้นทุกๆ วันแล้วล่ะก็ จะช่วยทำให้ร่างกายของคุณนั้นรู้สึกมีชีวิตชีวาและสุขภาพดี



ประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการวางก้อนน้ำแข็งลงบนท้ายทอยของคุณ
1. ช่วยในเรื่องการนอนหลับของคุณ
2. ช่วยควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของคุณ
3. ช่วยในการรักษาระบบย่อยอาหารของคุณ
4. ช่วยบรรเทาอาการหวัด
5. ช่วยเบาเทาอาการปวดหัว ปวดฟัน และปวดเมื่อยตามร่างกาย
6. ช่วยในการรักษาโรคทางเดินหายใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ
7. ช่วยในการรักษาปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับต่อมไทรอยด์
8. ช่วยในเรื่องของอาการปวดประจำเดือน
9. ช่วยในเรื่องของสุขภาพจิต
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น หากวางก้อนน้ำแข็งไว้บนจุดนี้ของท้ายทอยคุณ
วิธีการวางน้ำแข็งลงบนจุดเฟิงฟู่ของคุณ
1. เริ่มต้นด้วยการนอนคว่ำหน้า จากนั้นวางก้อนน้ำแข็งไว้บนจุดที่ท้ายทอยคุณ ถือไว้แบบนั้นเป็นเวลา 20 นาที
2. ถ้าคุณไม่มีเวลาพอที่จะมานอนคว่ำหน้า 20 นาที ก็สามารถใช้ผ้าพันคอพันก้อนน้ำแข็งติดไว้กับที่ท้ายทอยของคุณก็ได้ ให้ทำแบบนี้เป็นประจำทุกวันในตอนเช้าก่อนทานอาหาร และทำตอนก่อนนอน โดยการหยุดพักเบรคการทำตอนก่อนนอนครั้งละ 2 – 3 วัน



3. ไม่ต้องกังวลใจไป หลังจากที่คุณวางก้อนน้ำแข็งไปในช่วงเวลา 30 – 40 วินาทีแรก คุณจะรู้สึกร้อนที่จุดเฟิงฟู่ แ.+..ต่คุณต้องทำต่อไปโดยห้ามหยุด อาการแบบนี้จะเกิดขึ้นเพียงแค่หนึ่งถึงสองวันแรกที่คุณนั้นเริ่มต้นทำ และในตอนที่คุณทำร่างกายของคุณจะทำการหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมา

ขอขอบคุณที่มา


: www.facebook.com/282515741849793/photos/a.545678998866798.1073741825.282515741849793/658537987580898/?type=3&theater
 

ลดอาการปวดหลัง ขาชาจากหมอนรองกระดูกกดทับ หายได้ใน 3 อาทิตย์

  




 โรคกระดูกเสื่อมเกิดจากการเสื่อมสมรรถภาพของกระดูกในร่างกายของเรา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากการทาน จากการเคลื่อนไหวมากเกินไป มักจะเกิดในวัยกลางคน วัยสูงอายุ สังเกตเห็นได้ชัดว่าเมื่อเคลื่อนไหวจะมีเสียงกร๊อบแกร๊บ กร๊อบแกร๊บ บางทีก็จะปวดตตรงข้อกระดูก รู้สึกขัดๆปวดๆ เคลื่อนไหวลำบาก นั่งคุกเข่า นั่งยองๆ นั่งพับเพียบก็จะลุกขึ้นยาก การรักษาโรคกระดูกเสื่อมนั้นส่วนใหญ่คนมักจะพึ่งยาแผนปัจจุบัน อาหารเสริมต่างๆ เช่น แคลเซียมแคปซูล แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ ขอแนะนำเป็นพิเศษ อาจทำให้เราหายขาด หรือบรรเทาอาการโรคกระดูกเสื่อมได้ คือทานแบบภูมิปัญญาไทย ด้วย น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง




 น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง เป็นสูตรธรรมชาติบำบัด ที่จะสามารถช่วยให้ร่างกายสร้างมวลกระดูกใหม่ขึ้นมา แล้วไปเสริมสร้างกระดูกที่เสื่อมอยู่ให้แน่นเหมือนเดิม
ส่วนผสม “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม
ชุดละวัน เช้า เย็น แบ่งเอา
– กระชาย 1 ขีด
– น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
– มะนาว 2 ลูก

วิธีทำ “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม
กระชาย5



1. นำกระชายล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาตำ โดยใช้ครกหินอ่างศิลา หรือ ปั่นโดยใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ละเอียดเติมน้ำสะอาดลงไป 2 แก้ว
กระชาย5
2. นำกระชายที่ตำหรือปั่น มากรองผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ เอาแต่น้ำหัวเชื้อ
กระชาย5
3. ใส่น้ำผึ้ง และ มะนาวผสมลงไปปรุงรสตามใจชอบ
แนะนำให้ใช้วิธีการตำโดยใช้ครกหินอ่างศิลา จะช่วยในการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก : วันฟ้าใส ใจสองเรา

ใครป่วยมาทางนี้ !! โรคเกาต์หายได้…ถ้าเจอมะเฟืองเปรี้ยวสุก (หายจริง ลองแล้วจ้า)






โรคเกาต์เป็นอีกหนึ่งโรคที่ทรมานผู้คนมานาน และเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดไม่ได้ มีเพียงวิธีการทำให้ทุเลาอาการปวดลงไปได้บ้าง บางคนอาการหนักถึงขึ้นเดินเหินไม่ได้เลยก็มี ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโรคร้ายแรงไม่แพ้เบาหวานเลยก็ว่าได้ ยิ่งเวลากินไก่หรือของแสลงอื่นๆเข้าไปที อาจโดยตั้งใจหรือไม่ แต่รับรองว่าความเจ็บปวดมาเต็มทุกครั้ง


มะเฟืองเปรี้ยวสุกเป็นอีกสูตรนึงที่นิยมใช้มาแต่โบราณค่ะ มีวิธีง่ายๆดังนี้



เอาผลมะเฟืองเปรี้ยวสุกมา 1 ผล
เกลือป่น



น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำต้มสุกกะให้ได้ 2 แก้ว/วัน
เมื่อส่วนผสมครบแล้ว เราก็นำมาปั่นให้เข้ากันจนละเอียดค่ะ กินครั้งละเกือบเต็มแก้ว เช้า-เย็น ก่อนอาหาร ทำติดต่อกัน 6 วัน รับรองว่าทุเลาลงได้เร็ว เพราะเจ้าของสูตรเขาคอนเฟิร์มมาแล้ว ใครที่เป็นโรคเกาต์อยู่ลองทำกินดู ว่าจะได้ผลรึเปล่า รับรองว่าไม่อันตรายแน่นอนเพราะมีแต่ของที่ได้จากธรรมชาติ

ที่มา : เพจรักบ้านเกิด 




ชื่นชอบข่าวนี้ อยากแชร์ต่อให้เพื่อนๆ

เหลือเชื่อ! แค่เอาเท้าไปแช่ลงในเกลือ ผลที่ได้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถอธิบายได้



สำหรับคนรักสุขภาพ!!! เทรนด์ยอดฮิตที่กำลังมาแรงในตอนนี้นอกจากการออกกำลังกายแล้วนั้นคือ “แช่เท้าด้วยเกลือ” ที่ใครก็สามารถทำได้แบบไม่ต้องเสียเงินเข้าสปาเลย แถมได้ประโยชน์มากมายเกิดคาด!! 





“เท้า” เป็นอวัยวะที่เราใช้งานหนักมาก เพราะไหนจะต้องแบกรับน้ำหนักเราที่มีหลายสิบโลแล้ว เรายังต้องอาศัยเท้าในการเดินหรือทำกิจกรรมอีกมากมายในแต่ละวัน แน่นอนว่าต้องมความเหมื่อยล้าบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบสวมใส่รองเท้าที่มีส้นสูงๆ

วันนี้เราจึงขอหยิบยกวิธีการดูแลสุขภาพเท้ามาฝาก นั้นคือ การแช่เท้าด้วยเกลือ ที่สำคัญไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย แถมไม่ต้องเสียเงินเสียทองมากมายเพื่อไปทำสปารเท้า การแช่เท้าในน้ำเกลือกลายเป็นอีกหนึ่งวิธีที่คนไทยกำลังพูดถึง และให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมากในขณะนี้ ว่าแต่ทำแล้วจะช่วยอะไรบ้าง และต้องทำอย่างไรนั้นไปชมกันเลย!!!





 ประโยชน์ของการแช่เท้าด้วยเกลือ

1. ช่วยดึงสิ่งที่ตกค้างในร่างกายออก

2. ช่วยดึงพลังงานลบที่เกิดจากอารมณ์ออก

3. ช่วยดึงประจุพลังงานลบ ซึ่งเป็นพลังงานไม่ดี ออกจากร่างกาย

4. หลังจากที่ดึงพลังงานลบออกจากร่างกายแล้วเราก็ใช้วิธีการรักษาได้ตามปกติ ทั้งนี้วิธีการนี้จะเป็นการช่วยดึงพลังงานลบออกจากร่างกาย ก่อนการรักษา ทำให้รักษาได้ง่ายขึ้น

5. เมื่อแช่เท้าด้วยเกลือ บ่อยๆ ร่างกายจึงไม่มีพลังงานลบที่ก่อโรคหลงเหลืออยู่อีก และนี่เองจึงทำให้สุขภาพของเราดีขึ้น




วิธีการแช่เท้าด้วยเกลือ

1. นำกะละมังขนาดที่สามารถวางเท้าแช่ได้-ใส่น้ำลงไปให้ท่วมตาตุ่มจะเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาก็ได้

2. ใส่เกลือทะเล (ที่เป็นเกลือแบบเม็ด) ลงไปประมาณ 1 กำมือ

3. เอาเท้าเหยียบเกลือที่ยังไม่ละลาย

4. ทำจิตใจให้สงบ หรือเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ นั่งอยู่ประมาณ 15-20 นาที

5. หลังจากนั้นให้ล้างเท้าด้วยน้ำเปล่า

 การแช่เท้าด้วยเกลือนั้นคนปกติ สามารถทำได้ทำอาทิตย์ละครั้ง ส่วนคนป่วย ทำได้ทุกวันก่อนนอน หากผู้ใดที่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล มีอาการหนาว สั่น ให้ใช้น้ำอุ่นในการแช่เท้า สำหรับคนที่ร้อนก็ให้ใช้น้ำเย็นแช่ค่ะ


การแช่เท้าเป็นวิธีปฏิบัติที่ถูกถ่ายทอดกันมาอย่างยาวนาน ตามหลักทฤษฎีการแพทย์ทางเลือกสาขา Reflexology โดยมีความเชื่อกันว่าเท้า มีจุดสัมผัส ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทั่วทั้งร่างกาย เพราะฉะนั้นวิธีกรการผ่อนคลาย ด้วยการแช่เท้าลงในน้ำร้อน จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยกระตุ้นจุดสัมผัสเหล่านี้ด้วยพลังงานความร้อน

 ทางด้างผลงานการวิจัยของ นายแพทย์ วิลเลียม วินเทอร์วิตซ์ จากประเทศออสเตรีย มีความคิดเห็นว่า ประสาทรับสัมผัสที่ผิวหนังจะมีวงจรประสาทเชื่อมต่อกัน กับกล้ามเนื้อ รวมถึงอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ภายในร่างกาย และเมื่อความร้อน มาสัมผัสกับผิวหนัง มันก็จะส่งสัญญาณไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะที่อยู่ห่างไกลได้ 
 ทั้งนี้การแช่เท้า ไม่ว่าจะเป็นน้ำเกลือหรือน้ำอุ่นหรือไม่ก็ตาม ยังมีข้อดีอีกหลายอย่างดังนี้!

1. ลดอาการปวดบวมที่เท้าแล้ว
2. ลดอาการปวดท้อง
3. กระตุ้นความต้านทานของร่างกาย
4. ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น
5. ป้องกันอาการมือเท้าเย็นโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว
6. ลดอาการอักเสบของจมูกและลำคอ
7. ช่วยให้อาการปวดหัวหรือปวดประจำเดือนลดลง




8. ลดอาการคั่งของเลือดที่ส่วนอื่นๆ
9. ทำให้นอนหลับง่ายตลอดคืน เป็นต้น

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : เบ็ดเตล็ดไอเดีย 

ทึ่ง!! “งูสวัด” รักษาได้..เพียงใช้เปลือกไข่ไก่



ทึ่ง!! “งูสวัด” รักษาได้..เพียงใช้เปลือกไข่ไก่





      โรคงูสวัด เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่บริเวณผิวหนังชนิดหนึ่ง ทำให้มีผื่นตุ่มขึ้นเป็นแนวยาวๆ บริเวณที่ขึ้นกันบ่อย ก็คือ แนวบั้นเอวหรือแนวชายโครง (จากสะดือถึงกลางหลัง) บางคนอาจขึ้นที่ใบหน้า แขนหรือขาก็ได้ แต่จะมีลักษณะการขึ้นคล้ายกันคือจะขึ้นเพียงซีกหนึ่งซีกใดของร่างกายเท่านั้น เช่น ซีกขวาหรือไม่ก็ซีกซ้าย โรคนี้มักไม่มีอันตรายร้ายแรง และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ แต่บางรายหลังแผลหายแล้วอาจมีอาการปวดประสาทนานเป็นแรมปี หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตามมาได้ และจากความเชื่อที่ว่า เป็นรอบเอวแล้วตาย นั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะที่เสียชีวิตอาจเป็นเพราะร่างกายอ่อนแอ ขาดภูมิต้านทานโรค การรู้จักรักษาร่างกายให้แข็งแรง เสริมภูมิต้านทานโรคให้สมบูรณ์อยู่เสมอ จึงมีความสำคัญในการป้องกันโรคและระงับความรุนแรงของโรค

สาเหตุของโรคงูสวัด





      เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “เชื้อวีแซดวี (varicella-zoster virus)” ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ครั้งแรก (ซึ่งมักเกิดขึ้นในวัยเด็ก) ส่วนใหญ่จะแสดงอาการของโรคอีสุกอีใส ส่วนน้อยจะไม่มีอาการแสดงให้ปรากฏหลังจากหายจากโรคอีสุกอีใสไปแล้ว เชื้อจะหลบซ่อนอยู่บริเวณปมประสาทใต้ผิวหนัง และแฝงตัวอย่างสงบเป็นเวลานานหลายปีถึงสิบๆ ปี โดยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ





      เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น อายุมาก ถูกกระทบกระเทือน มีความเครียด ทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ ติดเชื้อเอชไอวี เป็นมะเร็ง ใช้ยาต้านมะเร็งหรือยา กดภูมิคุ้มกัน เชื้อที่แฝงตัวอยู่นั้นก็จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และกระจายในปมประสาท ทำให้เส้นประสาทอักเสบ (เกิดอาการปวดตามแนวเส้นประสาท) เชื้อจะกระจายไปตามเส้นประสาทที่อักเสบ และปล่อยเชื้อไวรัสออกมาที่ผิวหนัง เกิดเป็นตุ่มใสเรียงเป็นแนวยาวตามแนวเส้นประสาท ที่เป็นโรคงูสวัดจึงมักมีประวัติเคยเป็นอีสุกอีใสในวัยเด็ก หรือเคยมีการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้มาก่อน โดยไม่มีอาการแสดง ซึ่งสามารถตรวจพบสารภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ในเลือด

a3

อาการของโรคงูสวัด

      ก่อนมีผื่นขึ้น 1-3 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแปลบๆ บริเวณเส้นประสาทที่เป็นงูสวัด อาจมีอาการคันและแสบ ร้อน (คล้ายถูกไฟไหม้) เป็นพักๆ หรือตลอดเวลาบริเวณ พบบริเวณชายโครง ใบหน้า แขนหรือเพียงข้างเดียว อาจทำให้คิดว่าเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อ ถ้าปวด ที่ชายโครง ก็อาจทำให้คิดว่าเป็นโรคหัวใจ โรคกระเพาะอาหาร ถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วในไต ไส้ติ่งอักเสบได้ ถ้าปวดที่ใบหน้าข้างเดียว อาจทำให้คิดว่าเป็นไมเกรน หรือโรคทางสมองได้ บางรายอาจมีอาการไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ ท้องเดินร่วมด้วย ส่วนมากมีผื่นขึ้นตรงบริเวณที่ปวดแล้วกลายเป็นตุ่มใสเรียงตามแนวผิวหนังที่เลี้ยง โดยเส้นประสาทที่อักเสบ ตุ่มน้ำมักทยอยขึ้นใน 4 วันแรก แล้วค่อยๆ แห้งตกสะเก็ดใน 7-10 วัน เมื่อตกสะเก็ดและหลุดออกไป อาการปวดจะทุเลาไป รวมแล้วจะมีผื่นอยู่นาน 10-15 วัน ผู้ที่มีอายุมากอาจ มีอาการนานเป็นเดือนกว่าจะหายเป็นปกติ



วิธีการรักษาทางการแพทย์แผนไทย





นำเปลือกไข่ไก่ประมาณ 10 ฟอง มาล้างให้สะอาด นำมาต้มในน้ำเดือด ( เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อ )
บดให้ละเอียด ละลายกับน้ำ ประมาณ 250 ml. ( 1 แก้ว ) รอให้ตกตะกอน ดื่มน้ำใสๆ ให้หมด ( กากทิ้ง )
ดื่มวันละ 1 แก้ว ทำเช่นนี้ประมาณ 3 วัน อาการงูสวัดจะค่อยๆดีขึ้น จนหายเป็นปกติ และจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก

100 เคล็ดลับ ลดความอ้วน (แบบเห็นผล) ด้วยตัวเอง







การลดน้ำหนักอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด บ่อยครั้งที่ใครหลายๆคนพยายามที่จะลดความอ้วน แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ เราขอแนะนำ 100 เคล็ดลับ ลดความอ้วน (แบบเห็นผล) ด้วยตัวเอง ดังต่อไปนี้


1. ตั้งเป้าหมายเล็กๆไว้ก่อน เช่น จะลดให้ได้สักกิโลในเดือนนี้ อย่าตั้งเป้าไว้ยิ่งใหญ่เกินไป

2. แทนน้ำตาลในชาหรือกาแฟด้วยสารให้ความหวานสังเคราะห์แทน

3. ดื่มน้ำเย็นจัด จะทำให้ร่างกายใช้แคลอรี่มากขึ้นในการปรับอุณหภูมิน้ำให้เท่ากับอุณหภูมิร่างกาย

4. บอกบริกรให้เอาตะกร้าขนมปังออกจากโต๊ะอาหารของคุณ

5. จิบชาเขียวเพื่อช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญอาหารได้ดีกว่า

6. เอามันทอดกับเพร็ทเซลเก็บไว้ให้ไกลๆมือ





7. บริโภคอาหารเช้าทุกๆวัน

8. ออกกำลังกายตอนเช้าทุกวันเป็นสิ่งแรกเพราะร่างกายจะใช้พลังงานเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีกว่า

9. ดื่มชาหรือกาแฟในช่วงพัก เพื่อให้รู้สึกอยากอาหารน้อยลง

10. ออกกำลังกายเวลาอากาศหนาวเย็นจะเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีกว่านอนซุกอยู่ในที่อบอุ่น

11. หากอยากบริโภคป๊อปคอร์นให้เลือกแบบไม่ใส่เกลือและเนย

12. เอาอาหารกลางวันจากบ้านไปกินที่ออฟฟิศ ประหยัดทั้งแคลอรี่และเงินในเวลาเดียวกัน

13. ปิดทีวีเวลาบริโภคอาหารแต่ละมื้อ

14. เลือกเข้าร้านอาหารที่มีอาหารแคลอรี่ต่ำหรืออาหารปลอดไขมันบริการ

15. งดเข้าร้านอาหารแบบบุฟเฟต์หรือแบบเหมาจ่ายนอกบ้าน

16. เลือกผลิตภัณฑ์นมแบบ non-fat แทนแบบธรรมดา

17. อย่าบริโภคอาหารเวลาขับรถ

18. บริโภคของว่างมื้อเล็กๆรองท้องก่อนไปงานปาร์ตี้เสมอ

19. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ความเหนื่อยจะทำให้คุณหิวและกินมากขึ้น

20. เคี้ยวอาหารให้ละเอียดอย่างน้อย 20 ครั้งต่อคำ ก่อนจะกลืนมันลงไปทุกครั้ง

21. ยกน้ำหนัก 20 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันกลายเป็นกล้ามเนื้อ

22. จัดโปรแกรมการออกกำลังให้เป็น 10 นาทีต่อรอบ เพื่อให้ทำมันได้ง่ายและบ่อยกว่า

23. จอดรถให้ไกลจากออฟฟิศหรือห้างเพื่อจะได้เดินออกกำลัง

24. บริโภคไฟเบอร์ให้มากขึ้นจะได้อิ่มเร็วขึ้น

25. เลือกน้ำสลัดแบบไขมันต่ำหรือปลอดไขมันจะดีที่สุด

26. จัดให้มีอาหารประเภทโปรตีนในมื้ออาหารทุกมื้อ เพราะร่างกายจะใช้เวลาย่อยโปรตีนนานกว่าคาร์โบไฮเดรต





27. หายใจลึกๆยาวๆหลายๆครั้งก่อนกินอาหารแต่ละมื้อ

28. ใช้บันไดแทนลิฟต์ให้ได้มากที่สุด

29. เพิ่มการบริโภคแคลเซียมเพราะได้มีผลวิจัยอกมาว่า แคลเซียมช่วยเรื่องน้ำหนักได้ดีกว่า

30. อย่าบังคับตัวเองให้บริโภคให้หมดจานเพราะเสียดายของเหลือ

31. นางแบบ คลอเดีย ชิฟเฟอร์ มีอาหารว่างประจำคือองุ่นดำหรือน้ำมะเขือเทศ

32. บริโภคผักสดแทนผักที่ผ่านการปรุงแล้ว

33. ใส่อาหารมื้อเย็นครึ่งหนึ่งที่คิดจะกินลงในชามข้าวหมาตัวโปรดก่อนทุกครั้ง

34. หากเผลอตามใจปากมากเกินไปบ้าง อย่าเอาเหตุนี้มาล้มเลิกความตั้งใจ แต่ให้รีบกลับไปที่โปรแกรมไดเอตที่เคยทำประจำวัน

35. หาเพื่อ่นสนิทมาทำโปรแกรมลดน้ำหนักด้วยกัน จะได้สนุกขึ้น

36. เลือกทาสีเล็บหรือถักนิตติ้งเวลาดูทีวีแทนการหยิบขนมใส่ปาก เพื่อไม่ให้มือว่างด้วย

37. บริโภคของหวานปิดท้ายมื้ออาหารเพื่อบอกร่างกายว่า มื้อนี้สิ้นสุดลงแล้ว อย่าหาอะไรใส่ปากอีก

38. แช่องุ่นไว้ในช่องแช่แข็ง เพื่อเป็นของหวานยามต้องการ

39. เวลาไปกินข้าวนอกบ้าน ห้ามเข้าร้านพิซซ่าหรือภัตตาคารอาหารจีนเด็ดขาด

40. บริโภคผลไม้เช่นแตงโม ซึ่งอุดมด้วยน้ำ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำและผลไม้นี้ยังมีแคลอรี่ต่ำอีกด้วย

41. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ

42. จดรายการของทุกชนิดที่บริโภคในแต่ละวันอย่างถี่ถ้วน และดูว่ามีอะไรเกินจำเป็น

43. สั่งน้ำแร่หรือโซดาเปล่าๆเพื่อตัดแอลกอฮอล์และแคลอรี่ที่จะรับลงไปครึ่งหนึ่ง

44. เคี้ยวหมากฝรั่งปลอดน้ำตาลเพื่อไม่ให้บริโภคของว่างพร่ำเพรื่อเกินไป

45. ปรับปรุงรายการอาหารประจำวัน ลดน้ำตาลและไขมันลงให้มากที่สุด

46. พยายามบริโภคอาหารโดยใส่จาน อย่าหยิบกินจากถุงหรือบรรจุภัณฑ์โดยตรง วิธีนี้จะทำให้คุณลดพฤติกรรมบริโภคพร่ำเพรื่อลงได้

47. เติมพริกหรือพริกไทยลงในอาหรเพื่อช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญอาหารของคุณ

48. อย่าบริโภคอาหารในช่วงเวลา 3 ชม. ก่อนเข้านอนเป็นอันขาด

49. เลือกออมเล็ตไข่ขาวล้วนเพื่อให้ร่างกายได้รับแคลอรี่น้อยกว่า

50. เปิดเพลงเต้นออกกำลังในช่วงเบรกระหว่างวัน

51. เพื่อจะลดน้ำหนักในช่วงแรกให้ได้ผล ให้บริโภคเฉพาะโปรตีนและผักติดต่อกันสัก 2-3 วัน

52. ดาราสาว ซัลม่า ฮาเย็ก จะนำอาหารส่วนตัวไปบริโภคเองทุกครั้ง เพื่อเลี่ยงปัญหาบริโภคมากเกินไปจากความเหนื่อยในการทำงาน

53. ความเหนื่อยทำให้คุณอ้วนขึ้นจากการบริโภคมากขึ้น ควรหาเวลาพักผ่อนให้

54. บริโภคอาหารทุกๆ 3 ชม. เพื่อให้ระบบการเผาผลาญอาหารทำงานได้ดีที่สุด

55. เช่าหนังตลกมาดูบ่อยๆ เพราะการหัวเราะเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีที่สุด

56. แทนที่จะนัดเพื่อนออกไปกินข้าวเย็นนอกบ้าน ให้นัดกันไปเดินออกกำลังแทน

57. อย่าชั่งน้ำหนักตัวบ่อยเกินสัปดาห์ละครั้ง

58. อบหรือนึ่งอาหารที่จะบริโภคแทนการทอดให้ได้มากที่สุด

59. อย่าหวังว่าจะลดน้ำหนักได้ในชั่วข้ามคืน เพราะการลดน้ำหนักลงถาวร ต้องใช้เวลาสักระยะ

60. เติมถั่วลงในมื้ออาหารให้มากขึ้น พืชนี้อุดมด้วยโปรตีนและไฟเบอร์ ทั้งยังมีไขมันต่ำด้วย

61. ลองบริโภคมื้อเย็นโดยไม่สวมชุดใดๆที่หน้ากระจกบานใหญ่ๆดู รับรองว่าจะกินได้น้อยลง

62. ทำสลัดผักชามใหญ่ๆบริโภควันละมื้อทุกวัน

63. แขม่วท้องทุกครั้งเมื่อนั่งบนเก้าอี้จะช่วยให้หน้าท้องเรียบตึง

64. อย่าตัดไขมันออกโดยสิ้นเชิงในการบริโภค

65. อนุญาตให้ตัวเองบริโภคอาหารที่ชอบสัปดาห์ละครั้ง จากนั้นกลับไปที่โปรแกรมไดเอตของคุณ

66. ดื่มน้ำที่มีมะนาวฝานอยู่ด้วย 1 ซีก และห้ามเติมน้ำตาลเป็นอันขาด

67. ติดรูปของดาราที่มีรูปร่างที่คุณฝันถึงไว้หน้าตู้เย็น

68. เข้าสปาหรือทำซาวน่าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดเซลลูไลต์ลงให้ได้

69. ให้รางวัลกับตัวเอง เช่น ไปดูหนังสนุกๆหรือซื้อชุดสวยๆตัวใหม่ เมื่อสามารถบรรลุเป้าหมายการลดน้ำหนักที่ตั้งไว้ในแต่ละครั้ง

70. ใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาที เพื่อเต้นแอโรบิกทุกๆวัน

71. เวลาไปซื้ออาหารเข้าบ้าน พยายามเข้าร้านแบบเฮลธ์ช็อป ซึ่งที่นั่นจะมีของเหมาะกับสุขภาพให้เลือกบริโภคมากที่สุด เช่น โครงการหลวงดอยตุง

72. เอาขวดเกลือไปวางไว้ไกลๆหรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นขวดเครื่องเทศป่นแทน

73. วัดรอบเอวก่อนที่จะไดเอตไว้ก่อนเพื่อให้รู้ผลความสำเร็จของคุณ

74. อยากหยิบช็อคโกแลตเข้าปากงั้นหรือ ขอเปลี่ยนเป็นพุดดิ้งปลอดไขมันหรือช็อคโกแลตร้อนไม่ใส่น้ำตาลแทนจะดีกว่า

75. บริโภคผักเป็นอย่างแรกก่อนอาหารชนิดอื่นๆบนโต๊ะทุกครั้ง

76. จัดกิจกรรมสุดสัปดาห์ให้ดีๆว่าควรจะมีอะไรให้ทำมากกว่าการนั่งกินอาหารมื้อใหญ่ๆบนโต๊ะ

77. เติมรสต่างๆลงในมื้ออาหารแบบไขมันต่ำของคุณ เช่น เครื่งอเทศ น้ำส้มไซเดอร์หรือกระเทียม

78. ลองเป็นนักมังสวิรัติ เหมือนที่กวินเนต พัลโทรว์ทำ จะได้มีรูปร่างสวยๆแบบเธอบ้าง

79. วางแผนการบริโภคไว้ล่วงหน้าทุกมื้อ

80. เติมเมล็ดงาคั่วลงในมื้ออาหารเพื่อให้ร่างกายได้ไขมันที่มีคุณภาพ

81. เลือกขนมปังโฮลแกรนที่อุดมด้วยธัญพืชแทนขนมปังขัดขาวทุกชนิด

82. ควรเลือกบริโภคเฉพาะเนื้อเซอร์ลอยด์ที่ปลอดไขมันเท่านั้น

83. บรรดานางแบบจะเผยเคล็ดลับว่า จะบริโภคแต่โปรตีนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เมื่อต้องการดูผอมเพรียวลง

84. ดื่มน้ำแก้วใหญ่ๆ ก่อนที่จะบริโภคของว่าง บางทีคุณอาจจะแค่กระหายน้ำ ไมได้ต้องการจะบริโภคอาหารก็ได้

85. บริโภคของว่างหลังจากการออกกำลังกาย เพื่อเติมพลังให้กล้ามเนื้อ

86. ปั่นจักรยานออกกำลังไปด้วยขณะที่ดูโทรทัศน์อยู่

87. เลือกบริโภคถั่วอบแห้งไม่ใส่เกลือหรือผลไม้อบแห้งแบบหวานธรรมชาติเป็นของว่างเพื่อให้อิ่มได้นานขึ้น

88. ใช้จานเล็กๆหรือถ้วยเล็กๆตักอาหารเพื่อหลอกตาตัวเองเมื่อมันเต็มแล้ว

89. เมื่อรู้สึกทรมานจากการหิวของว่างมื้อบ่าย ให้ลองลุกขึ้นออกไปเดินเล่นแทนการหาของกินใส่ปาก

90. ให้ยืนขึ้นทุกครั้งที่คุณรับโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทที่ต้องคุยกันนานๆ

91. เลือกบริโภคอาหารออร์แกนิกส์จะช่วยลดน้ำหนักลงได้ จากคำบอกของคริสตีนา อากีเลร่า

92. ลองเป็นสมาชิกชมรมไดเอตสักแห่งเพื่อควบคุมความตั้งใจของคุณให้เป็นรูปธรรมและมีเพื่อนไดเอตด้วยกัน

93. ทำแซนด์วิชไปกินเอง ใส่ผักกาด โปรตีนไขมันต่ำและผักต่างๆให้มากที่สุด

94. เคี้ยวอาหารให้ช้าลง แล้วคุณจะกินได้น้อยลงด้วย

95. บอกตัวเองบ่อยๆว่า ไม่มีอะไรดีเท่ารู้สึกว่าตัวเองผอมลงได้หรอก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คุณ





96. ให้บริโภคหนักในช่วงกลางวันไม่ใช่ช่วงเย็น

97. ออกกำลังด้วยการวิ่งทุกๆวันจะดีที่สุด เป็นคำแนะนำจาก ดรูว์ แบร์รี่มอร์ที่บอกว่า เธอสามารถลดน้ำหนักลงได้ถึง 20 ปอนด์จากวิธีนี้

98. ตั้งงบประมาณเกี่ยวกับการบริโภคต่อเดือน และทำตามนั้นให้ได้มากที่สุด ผันงบประมาณอาหารที่เคยซื้อไปเป็นเสื้อผ้าสวยๆหรือเครื่องสำอางที่อยากได้มานาน

99. ลืมไปเลยว่ามีเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมอยู่ในโลก และดื่มชาสมุนไพรต่างๆแทน

100. การกระโดดเชือกช่วยเผาผลาญแคลอรี่และลดน้ำหนักได้ดีอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นอุปกรณ์กีฬาที่พกสะดวกด้วย



ที่มา...คุณ sweetices

สุดเจ๋ง!! วิธีรักษาสิวที่ทำแล้วหายสนิทหายชัวร์...







สุดเจ๋ง!! วิธีรักษาสิวที่ทำแล้วหายสนิทหายชัวร์...

สำหรับสาวๆทั่วไปแล้วนั้น "สิว" ไม่ใช่เรื่องสิวๆอย่างที่คิดและไม่อยากจะเจอที่สุด เพราะเมื่อเป็นสิวแล้วนอกจากจะทำให้ใบหน้าสวยๆหมดสวยแล้วนั้น ยังรักษายากอีกด้วย

แต่วิธีที่เราจะรักษาสิวให้หายขาดนั้น ก็ไม่ใช่จะไม่มีซะเมื่อไร... มีสิจ๊ะ! แถมเป็น "วิธีตามธรรมชาติ" ที่เราสามารถดูแลผิวหน้าของเราเองได้ การันตีว่าสิวหายขาดชัวร์ๆ! ลองไปดูกันซิว่า จะต้องทำอย่างไรกันบ้าง?

ก่อนที่จะเริ่มต้นการรักษาสิวให้พึงระลึกเอาไว้อยู่เสมอว่า วิธีการรักษาสิวที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้สิวใหม่เกิดขึ้นมาอีกนั่นเอง เพราะหากมัวแต่จะรอรักษาสิวใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นเพียงแค่การรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น ปัญหาเรื่องสิวจะยังคงเกิดขึ้นมาใหม่อีกเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ดังนั้นการป้องกันไม่ให้สิวเกิดขึ้นตั้งแต่แรก จึงเป็นวิธีที่ได้ผลดีมากที่สุด

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiHWs1WB_fVRCiGxAepkQuVha93F7eaTnEkBuJKcIRKUbiYclVbW6pQjVfFfE7P95jxl3YmsF3ftLAjjrnlLrgWaQq6TcwEE5Ky27Ukj1nzGGbZAeLd_u3XJnfYDpUz84Z5yOWt4vNzvDg/s640/

"น้ำมะนาว" รักษาสิว วิธีธรรมชาติ ... หาได้จากตู้เย็นในครัวที่บ้าน

ใช้น้ำมะนาวเพื่อบรรเทา / รักษาสิว เป็นวิธีธรรมชาติในการรักษาสิวที่ง่ายและปลอดภัย สามารถใช้ได้ทั้งทาบนผิวและดื่ม ทั้งสองวิธีจะช่วยลดการเกิดสิวและรอยแผลเป็นทั้งภายนอกและภายใน





ได้มีทดลองใช้น้ำมะนาวทั้งสองวิธีแล้ว (ทาโดยตรงบนผิวหน้า และดื่ม) และพบว่าภายใน 3 สัปดาห์ สิวก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเชื่อว่าการผสมน้ำมะนาวกับผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน จะช่วยให้ผลเร็วขึ้น

ทาน้ำมะนาวโดยตรงบนสิว น้ำมะนาวมีกรดผลไม้ AHA หรือ Alpha Hydroxy Acids ทำงานโดยการลอกเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ผิว และช่วยให้เซลล์ผิวใหม่ที่อยู่ด้านล่างได้ผลัดขึ้นมาแทนที่เซลล์ผิวเก่าที่ ตายแล้ว ยังช่วยชำระรูขุมขนและช่วยให้ผิวรู้สึกสดชื่นสดใสด้วย

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgwDQtWW8LfYdzYeJDY3L_Xa63JJFo_krsfZwz7utDMz29yMVrt06Y6ka9SmpwuVHEZ58zKpvTDrWQ7fAYB-3Diux8NoIATo46HimBRAnCeMUsbl7qSBI3q_BJTaAWBP2i5G5BfdIfJTK0/s640/

สูตรน้ำมะนาว / วิธีใช้

1.ล้างหน้าให้สะอาด

2.บีบน้ำมะนาว 1 ช้อนชาในถ้วยเล็ก ใช้สำลีจุ่มน้ำมะนาวพอเปียก อาจผสมน้ำหากรู้สึกว่าแสบเกินไป

3.ป้ายน้ำมะนาวลงบนสิว สิวหัวขาว สิวหัวดำ สิวหัวหนอง





4.ทิ้งไว้ทั้งคืนโดยไม่ต้องล้างออก ล้างออกตอนเช้า และทาอีกครั้งก่อนเมคอัพ (หากคุณต้องใช้เมคอัพ)

5.หากรู้สึกว่าน้ำมะนาวนั้นแรงเกินไป แม้ว่าจะผสมน้ำให้เจือจางแล้วก็ตาม ให้ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

วิธีการนี้ใช้เวลา 2 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำจึงจะเห็นผล

ดื่มน้ำมะนาวเพื่อรักษาสิว สามารถใช้วิธีการดื่มน้ำมะนาวเพื่อรักษาและทำความสะอาดภายในร่างกาย หรือขจัดสารพิษออกจากตับ และเพื่อให้การดูดซึมแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย น้ำมะนาวนั้นเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณ ที่ช่วยให้กระชุ่มกระชวย ดื่มง่าย และทำได้ง่าย

ความจริงแล้วการรักษาสิวด้วยการดื่มน้ำมะนาวนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง ที่ทุกคนควรดื่ม (สำหรับคนที่ไม่แพ้มะนาว) ประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านั้นคือ :

ขจัดกรดต่าง ๆ ที่ตกค้างออกไป เพราะน้ำมะนาวมีแร่ธาตุต่าง ๆ (วิตามินซี, โพแทสเซียม)

บรรเทาอาการท้องผูก

ทำความสะอาดตับด้วยกรดซิตริก และสร้างเอนไซม์เพื่อขจัดสารพิษในเลือด

ช่วยกระบวนการย่อยอาหาร

กำจัดนิ่วในไต และตับอ่อน

การรักษาสิวโดยการดื่มน้ำมะนาว สูตร 1

1.บีบน้ำมะนาว 1 ผลลงในแก้ว

2.เติมน้ำเปล่า 2 ถ้วย (ถ้วยละ 8 ออนซ์)

3.ดื่มน้ำมะนาวที่ผสมนี้ได้ทั้งวัน





การรักษาสิวโดยการดื่มน้ำมะนาว สูตร 2

1.บีบน้ำมะนาว 1 ผล ผสมกับน้ำอุ่นที่ต้มแล้ว 1 ถ้วย (8 ออนซ์)

2.ดื่มเป็นสิ่งแรกของวัน ในตอนเช้า

3.หลังจากดื่มน้ำมะนาว งดการดื่ม หรือรับประทานสิ่งใด ๆ ภายในครึ่งชั่วโมง เพื่อให้น้ำมะนาวได้ชำระล้างร่างกาย

สะเทือนโลก!! เมื่อ "ไส้กรอก-เบคอน" กลายเป็นอาหารต้องห้าม เพราะมีสารก่อโรคร้ายแรงถึงตาย!!







สายเนื้อเงิบ!! เมื่อองค์กรสุขภาพระดับโลกออกเตือนถึงอันตรายของอาหารที่แปรรูปจากเนื้อสัตว์ ประเภท "ไส้กรอก" หรือ "เบคอน" มีสารก่อนโรคร้ายพอๆ กับ "บุหรี่"

อาหารที่แปรรูปจากเนื้อสัตว์และได้รับความนิยมไม่น้อยอย่าง "ไส้กรอก" หรือ "เบค่อน" และเบอเกอร์ ซึ่งก็ได้มีองค์กรสุขภาพระดับโลกออกมาเตือน ว่า อาหารกลุ่มเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง พอๆกับบุหรี่ จึงยื่นมือเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ และคาดว่า จะจัดอันดับให้ เนื้อสัตว์แปรรูป อยู่ในกลุ่มสารที่เป็นสาเหตุก่อมะเร็งได้มากที่สุด เป็นกลุ่มเดียวกับ รูปแร่ใยหิน และสารหนู ส่วนเนื้อแดงนั้นจะถูกจัดให้อยู่ใน "สารานุกรมสารก่อมะเร็ง" เช่นเดียว โดยกฎข้อบังคับใหม่ที่จะมีการประกาศในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จะส่งผลกระทบเข้าอย่างรุนแรง ต่ออุตสาหกรรมอาหารจานด่วน (fast food) และอุตสาหกรรมการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้






กฎข้อบังคับใหม่นี้ มีขึ้นเนื่องจากความกังวลต่อจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งในสหราชอาณาจักร ซึ่งมีจำนวนมากกว่าปีละ 150,000 คนที่เป็นผลมาจากการบริโภคเนื้อแดง โรคมะเร็งลำไส้ โรคมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของสหราชอาณาจักร มีอัตราการเพิ่มจำนวนของผู้ป่วยสูงมาก ซึ่งคาดการณ์ว่าเกินกว่าครึ่งของจำนวนผู้ป่วยสามารถป้องกันได้ด้วยการดำเนินชีวิตอย่างถูกสุขลักษณะ





ทั้งนี้นักวิชาการกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ได้มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า เนื้อแดงและ เนื้อแปรรูปนั้น อาจมีส่วนช่วยในการเพิ่มโอกาสการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จาก 10 ประเทศรวมสหราชอาณาจักร ได้ทำการตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ขณะที่รัฐบาลอังกฤษ ได้เผยแพร่คู่มือด้านสุขภาพในปี 2011 แนะนำให้ประชาชนที่บริโภคเนื้อแดงและ เนื้อแปรรูป เกินกว่า 90 กรัม (3.2 oz) ลดเหลือเพียง 70 กรัม (2.5 oz) ต่อวัน และยังแนะนำให้ประชาชน "กำหนดวันปลอดการบริโภคเนื้อ" เปลี่ยนจากเนื้อแดง-เนื้อแปรรูป มาเป็น เนื้อไก่ ปลา หรือผักแทน เพื่อหลีกเลี่ยงมะเร็งอีกทางด้วย





ขอบคุณข้อมูลจาก